Thursday, November 27, 2008

Research MCOT

เป็นงานตอนเรียนชิ้นหนึ่งที่ต้องไป research ข้อมูลเยอะมาก โดยมีโจทย์ที่ว่าให้ไป research ข้อมูล
อัตลักษณ์องค์กรหรือบริษัทใดก็ได้ แล้วนำข้อมูลที่ได้นั้นมาเรียบเรียง และนำเสนอออกมาด้วยวิธีใดก็ได้
แต่ต้องสามารถสื่อสารถึงองค์กรนั้นๆได้เป็นอย่างดี ในที่นี้ได้ไปหาข้อมูลที่องค์กรการสื่อสารมวลชนแห่ง
ประเทศไทย หรือ MCOT โดยเลือกที่จะนำเสนอข้อมูลนั่นๆออกมาในรูปแบบของหนังสือ ที่ทำออกมาใน
ลักษณะของตัวเทปวิดีโอ เบต้าแคม และมี packaging เป็นกล่องสำหรับใส่ตัวเทปวิดีโอ เบต้าแคม เป็น
ตัวห่อหุ้มหนังสืออีกทีหนึ่ง



Wednesday, November 26, 2008

สปา

งาน redesign packaging ของผลิตภัณฑ์สปายี่ห้อหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงและต้นกำเนิดมาจากภาคเหนือ เป็น
งานอีกชิ้นหนึ่งในคลาสเรียนวิชาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ สปาที่พูดถึงนี่เป็นสปาที่มีความกลมกลืนเป็นหนึ่ง
เดียวกับธรรมชาติ มีการผสมผสานทั้งศาสตร์และศิลป์แห่งสปา เน้นการดูแลแบบสุขภาพแผนไทย สมุนไพร
และเน้นในส่วนของธาตุเจ้าเรือน ( ดิน น้ำ ลม ไฟ ) จึงได้นำจุดเด่นนี้มาเป็น concept ในการออกแบบ โดย
โลโก้ที่ได้ออกแบบนั้นจะเป็นลายไทยประยุกต์ ที่เกิดจากการประกอบกันขององค์ประกอบทั้งสี่ส่วนของธาตุ
เจ้าเรือน นั่นก็คือ การประกอบของดิน น้ำ ลม และไฟ ให้ออกมามีกลิ่นอายของล้านนาทางภาคเหนือ บวก
กับการเลือกใช้ฟอน์ตที่มีลักษณะในแบบผสมผสานความเป็นไทยล้านนาโบราณ





กกน. กับถุงเลือด

นี่เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานในคลาสเรียนวิชาออกแบบบรรจุภัณฑ์ เป็นการ redesign packaging ของสินค้า
underwear ยี่ห้อหนึ่งเป็นกางเกงในแนวสปอร์ต มีความคิดการออกแบบที่เกิดมาจากตั้งคำถามที่ว่า
" เมื่อเราออกกำลังกายและเล่นกีฬาแล้วนั้นร่างกายเราได้อะไรบ้าง ? " คำตอบก็คือเราได้สุขภาพร่างกาย
ที่แข็งแรง ได้การสูบฉีดเลือดที่ดี เลยได้ดึงประเด่นนี้มาเป็นแนวความคิดหลักในการออกแบบรรจุภัณฑ์
โดยมีสโลแกนที่ว่า " การออกกำลังกายทำให้เลือดของท่านสูบฉีดได้ดีขึ้น " จึงออกแบบมาเป็นถุงเลือด
รวมไปถึงการจัดวาง layout รูปแบบรายละเอียดต่างๆ นั้นได้เน้นให้คล้ายกับถุงเลือดจริงมากที่สุด เพื่อ
ส่งเสริมให้ concept นั่นแรงยิ่งขึ้น







งาน packaging ชิ้นแรกของฉัน

เคยมั้ยบางทีเวลาที่กลับมานั่งดูงานเก่าๆ แล้วก็นึกขำกับตัวเองว่า ทำไปได้ไงเนี่ย คิดไรอยู่ตอนนั้น หลายๆ
คนก็คงเคยเป็นนี่เลยงานชิ้นนี้ เป็นงานชิ้นแรกสำหรับคลาสเรียนวิชา packaging เป็นการออกแบบบรรจุ
ภัณฑ์สำหรับร้าน pet careในชื่อ " spankies " โดยเลือกที่จะเปลี่ยนรูปแบบตัวแมวที่มักจะเป็นรูปภาพจริง
ให้มาอยู่ในรูปแบบของตัวการ์ตูน ซึ่งcharecter ของแมวที่ออกแบบมานั้น มาจากลักษณะและนิสัยจริงของ
แมวที่ซุกซน กวน ร่าเริง ช่างประจบและปราดเปรียว





จัดวางกับเจ้าพ่อเพลงแจ็ส

งานสมัยปีสองเป็นการนำเสนอบทความที่หามาได้ในูปแบบของ poster ขาว-ดำโดยบทความที่ได้มาจาก
อาจารย์นั้นเกี่ยวกับเจ้าพ่อเพลงแจ็ส Miles Davis หลายๆคนถ้าได้ไปอาจจะรู้สึกดีใจ แต่กับเราแล้วแอบ
ยากเพราะว่าแทบจะไม่ได้ฟังเพลงของเจ้าพ่อคนนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งการออกแบบ poster นั่น ต้องออกแบบมา
ทั้งหมด 2 รูปแบบ โดยมีข้อแม้ที่ว่าทั้ง2 รูปแบบนี้จะต้องจัดวางโดยใช้ระบบ grid เดียวกัน เน้นการสื่อสาร
ออกมาจากการตีความหมายจากบทความ


รูปแบบที่ 1 เน้นที่การจัดวางข้อมูลในแบบที่สามารถสื่อสารทางข้อมูลได้ แต่ยังคงสามารถบ่งบอกถึงอารมณ์
ของบทความ
รูปแบบที่ 2 เน้นในเรื่องการสื่อสารทางด้านอารมณ์ แต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจในเรื่องของการสื่อสาร
ทางข้อมูล
* การจัดวางทั้ง 2 รูปแบบนั้นจะต้องใช้ข้อมูลในรูปแบบ และจำนวนที่เหมือนกัน


ตัวอย่างงานในรูปแบบที่ 1 ( เน้นสื่อสารทางข้อมูล )



ตัวอย่างงานในรูปแบบที่ 2 ( เน้นสื่อสารทางอารมณ์ )



ปล. นี้เป็นครั้งแรกกับการจัดวางงานในแบบที่ใช้ระบบ grid เข้ามาช่วยและรู้จักกับคำว่า grid เป็นครั้งแรก

Saturday, November 22, 2008

Experimental Drawing No.3

ครั้งที่สาม แน่นอนยังคงมีการใช้เทคนิคของการ collage ผสมผสานอยู่ แต่คราวนี้มีการวาดเส้นอิสระแบบ
ในตอนเด็กๆเพิ่มเข้าไป ( การวาดแบบที่ไม่ต้องกลัวอะไรถูกอะไรผิด เหมือนตอนเด็กๆที่ทุกๆคนน่าจะได้วาด
ภาพแบบนี้บนฝาผนังบ้านมาแล้ว สนุกดีนะได้กลับมาวาดแบบนี้อีกครั้งนึง ) และที่สำคัญในครั้งนี้ก็คือการ
สร้างเรื่องราวให้กับชิ้นงานจากอุปกรณ์การปฐมพยาบาล และ keyword ที่เลือกมาใช้ โดยชิ้นงานที่ออกมา
นั่นจะเน้นในเรื่องของ composition

และนี่คือส่วนหนึ่งของงาน





Experimental Drawing No.2

ครั้งที่สองกับ Experimental Drawing เทคนิคหลักเดิมๆของเรานั่นก็ยังคงเป็นการ collage อยู่ ( ไม่
รู้ว่าทำไมถึงชอบการ collage เป็นการส่วนตัว ) แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปนั่นก็คือวัสดุที่นำมาใช้ในครั้งนี้นั่นเป็น
การทดลองนำเอาวัสดุที่ใช้สำหรับในการก่อสร้างมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์งาน ไม่ว่าจะเป็นวานิช
ที่เอาไว้สำหรับเคลือบเงาสิ่งก่อสร้าง ปูนยาแนว ที่มีหลากหลายสีสัน นอกเหนือจากนั่นเรายังทดลองใช้อีก
อย่างหนึ่งก็คือ น้ำตาลกรวด โดยนำมาใช้ในขั้นตอนสุดท้ายคือ การวางน้ำตาลกรวด บนชิ้นงานในตำแหน่ง
ที่ต้องการ แล้วนำงานเข้าเตาอบ( เพื่อที่จะเสี่ยงดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นจากสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ นั่น
ก็คือ การละลายของน้ำตาลกรวดนั่นเอง ) และในที่สุดความบังเอิญจากการละลายของน้ำตาลก็ออกมาใน
รูปแบบที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง จังหวะจะโคนของการละลายไม่ว่าจะการละลายที่เกาะตัวกันเป็นกลุ่มอย่าง
หนาแน่นหรือว่า การละลายที่ลงเหลือแค่เพียงคราบให้เห็น หรือแม้กระทั่งคราบหยดในขณะที่เราหยิบงาน
ออกมาจากเตาอบ บางทีความสวยงามมันก็มาจากความบังเอิญได้เหมือนกัน

และนี่คือส่วนหนึ่งของการพยายามครั้งที่สอง









ปล. สิ่งที่ได้จากการทดลองครั้งนั้นก็คือ สิ่งที่เราต้องการจริงๆมันอาจจะไม่ได้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายอย่างที่เรา
ตั้งใจไว้ แต่เราสามารถพบเจอมันได้ในระหว่างขั้นตอนการทดลองนั้นๆ

ครั้งแรกกับการทดลอง

ในสมัยเรียนตอนปีหนึ่ง จำได้ว่าเข้ามาเรียนที่นี่ด้วยความกลัว กลัวว่าเราจะเรียนได้มั้ย กลัวเพื่อน กลัวรุ่นพี่
กลัวบรรยากาศกลัวอะไรต่ออะไรไปหมด เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแผนในชีวิตที่ยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งเลยทีเดียว
( สมัยตั้งแต่ตอนเด็กๆ จนถึงมัธยมต้น มีอยู่ความฝันหนึ่งที่ยังไม่เคยจางหายไปเลยนั่นก็คือ การเป็นสถาปนิก
แต่แล้วความฝันนั่นก็เริ่มจะจางหายไปเรื่อยๆหลังจาก ได้เข้าเรียนสายวิทย์-คณิต นั่นเอง ด้วยวิชาฟิสิกส์
วิชาที่เรียนเท่าไร พยายามมากเท่าไรก็ยิ่งไม่ชอบและไม่เข้าใจซะทุกทีไป และนั่นคือประเด็นที่ทำให้แผนที่
วางไว้ตั้งแต่เด็กเปลี่ยนไป เพื่อนก็แนะนำให้ลองไปสอบวิชาเฉพาะที่เกี่ยวกับออกแบบนิเทศศิลป์ และก็วาด
เส้นก็เลยลองไปดู แต่ตอนนั่นก็ยังไม่เข้าใจนะว่าออกแบบนิเทศศิลป์คืออะไร รู้แต่ว่าตอนสอบก็สนุกดี ชอบ
และคะแนนก็ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ และนั่นก็คือ ก้าวแรกเริ่มของการเดินมาอีกเส้นทางหนึ่งที่ไม่เคยคาดคิด
มาก่อนกับ " ออกแบบนิเทศศิลป์ " ในตอนนั้นคิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะดีเพราะเป็นเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่งที่
ชอบและสนุกแต่ในตอนนี้เส้นทางนี้กลายเป็นเส้นทางที่เราหลงรักไปซะแล้ว

หลังจากได้เข้ามาเรียนในภาควิชา การออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ นั้นได้เริ่มทำความรู้จักกับ
การทดลองที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และการทดลอง
ครั้งแรกที่สามารถเกี่ยวโยงกับศิลปะอย่างเป็นจริงเป็นจังได้
นั้น ได้เกิดขึ้นในสมัยเรียนปีหนึ่งตอนเรียนวิชา drawing 2 วิชานี้ได้เรียนกับ อ.ธเนศ อาจารย์คนแรกที่
สอนให้เรียนรู้กับคำว่า drawing ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ
การใช้ดินสอ วาดลงบนกระดาษ เท่านั้น แต่สอนให้รู้้จัก
คำว่า
experimental drawing เป็นครั้งแรก

และนี่คือส่วนหนึ่งของความพยายามในครั้งแรก





เป็นการทดลองที่เริ่มจากการ collage โดยนำภาพที่เราสนใจหรือต้องการสร้างเสริมเติมแต่งใหม่ โดยดึง
จุดที่เราเห็นว่าน่าสนใจในภาพที่เลือกมานั้น มานำเสนอใหม่โดยให้มีความต่อเนื่องจากเดิม อย่างเช่น ความ
ต่อเนื่องในเรื่ิองของสี ความต่อเนื่องในเรื่องของ shape และ space หรือ การแม้กระทั่งการ invert

ลมหนาวปลายปี ( ที่แล้ว )

Hongkong หนาวๆเย็นๆ เมื่อปีืที่แล้ว แต่สำหรับปีนี้โปรแกรมยังไม่ชัวร์เลยว่าจะได้ไปไหนหรือเปล่า
ช่วงปีใหม่ เครื่องออกประมาณ สิบโมงกว่าๆ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ



เป็นการไปกันเองแบบชนิดที่ว่าเปิดทั้งแผนที่ดูกันเป็นสถานีๆ ไป แต่สนุกมากเลยทีเดียว ไปด้วยกันทั้งหมด
สี่วัน อันดับแรกก็ต้องนั่ง airport express เข้าไปในเมืองก่อน



หลังจากนั่นก็ใช่บริการของรถไฟฟ้าใต้ดิน MTR เพื่อไปยังที่พักของเรานั่นเอง แต่ละสถานีนี่สีสันเจ็บๆทั้งนั้น
แปลกตาดี



ภาพนี่ถ่ายตอนเดินเล่นอยู่ที่นอกเมืองแถวไหนซักแห่ง ดูตึกของที่นี่แต่ละตึกมันดูแออัดยังไงไม่รู้



นั่งรถรางขึ้นไปดูบรรยากาศข้างบน ตอนแรกว่าจะไปตั้งแต่ตอนเย็น เพื่อดูพระอาทิตย์ตก แต่ไม่ทันคนเยอะ
มาก ก็เลยไม่ทันดูพระอาทิตย์แต่ไม่เป็นไรตอนกลางคืนก็สวยดี แต่จำได้ว่าวันนั้นลมแรงหนาวมากกกกกก
เออ...ที่ไม่ลืมอีกอย่าง ขาลงจากที่นั่นไม่ได้นั่งรถรางนะคนเยอะกว่าขาขึ้นซะอีก เอาน๊างั้นลองมัวนั่งรถบัสลง
มาดู โอ้ว...เท่านั้นล่ะ เกือบแล้วเกือบจะอาเจียนออกมา คนขับสงสัยจะชำนาญมาก มีหลายโค้งติดๆๆกันนี่
ไม่เคยเบรคซักโค้งกันเลยทีเดียว สาดโค้งกันเข้าไป



สำหรับอาหารการกินก็ออกจะกินยากกันซักหน่อย เพราะที่นั่นหันไปทางไหนก็เจอแต่หมู หมูล่ะก็หมู เลย
ต้องใช้บริการอาหารฝรั่ง แต่ไม่เป็นไร ชอบชอบ สงสารก็แต่คนที่ไปด้วยนี่ล่ะ ไม่ได้กินเลยหมูกรอบ หมูอะไร
ที่ที่นั่นเค้าขึ้นชื่อ



อร่อยๆ ร้านนี่แต่จำชื่อร้านไม่ได้ล่ะ



ส่วนนี่ก็ไปดูตอนที่เค้าโชว์แสงสี กันทุกคืน อลังการดีเหมือนกัน



กำลังจะข้ามฝากไปอีกฝั่ง ค่าบริการของเรือถูกมากเลย



และได้แวะไป hongkong museum of art ดีนะ โชคดีที่วันนั้นที่ไปมี exhibition ของนักออกแบบหน้า
ใหม่พอดีด้วย เลยได้กำไรไป ( เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพข้างใน น่าเสียดาย )



ส่วนนี้ไปมาวันสุดท้าย รู้สึกว่าจะเป็นสวนสาธารณะทางผ่านก่อนที่จะเข้าไปในวัดนางชี สวยดีนะ บรรยากาศ
นี่ไม่รู้สึกเลยว่าอยู่ฮ่องกง นึกว่าอยู่ญี่ปุ่น



สวยมากกก ชอบ



สระน้ำใหญ่มาก ปลาคารฟ์ก็เยอะดีจัง แอบอยากลงไปว่ายกับปลา ฮ่าๆๆ



เอ้า...ถ่ายตัวเองบ้าง มัวแต่ถ่ายวิว ซักแชะหนึ่งนะ
นับ หนึ่ง สอง สาม...ยิ้ม









สะอาดสะอ้านมากเลย



บริเวณนี่เป็นร้านที่อยู่แถวริมทะเล แถวนี่ฝรั่งเยอะดี



ส่วนภาพนี่ถ่ายจากห้องที่พักออกมาทางหน้าต่างก่อนกลับกรุงเทพ



goodbye hongkong

ปล. ทำไม muji ที่นั่นต้องถูกกว่าที่นี่มากมาย